Bilingual Kids: เรียนภาษาตั้งแต่เด็ก ได้มากกว่าแค่ภาษา

นร. : สแตนด์ อัพ พลี...
Bilingual Kids: เรียนภาษาตั้งแต่เด็ก ได้มากกว่าแค่ภาษา
นร. : สแตนด์ อัพ พลีส! กู๊ด มอร์นิ่ง ทีชเชอร์!

ครู : กู๊ด มอร์นิ่ง, ฮาว อาร์ ยู ทูเดย์?

นร. : แอม ฟายน์ แต๊งกิ้ว แอนด์ ยู๊?

ครู : แอม ฟายน์, ซิท ดาวน์ พลีส

นร. : แต๊งกิ้ว ทีชเชอร์

 

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้ จะต้องจดจำประโยคเหล่านี้ได้อย่างขึ้นใจแน่นอน เพราะบทสนทนาข้างต้นเป็นการกล่าวทักทายระหว่างครู และนักเรียน ในคาบวิชา “ภาษาอังกฤษ” ที่เราต้องเรียนกันมาตั้งแต่ชั้นป.1 จนถึง ม.6 เป็นเวลากว่า 12 ปี!

แต่แล้วทำไมคนไทยยังประสบปัญหาพัฒนาการด้านภาษาอังกฤษอยู่อีกล่ะ?

เคยมั้ย? ในตอนเด็กๆ ที่เราทำข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษได้ เราก็คิดว่าเราน่าจะเก่งภาษาอังกฤษแล้ว แต่พอเจอฝรั่งพูดรัวๆ ใส่ เรากลับคิดไม่ทัน หรือตอบไม่ได้…

เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะส่วนใหญ่คนไทยจะประสบปัญหาด้านการพูด และการสื่อสารเป็นหลัก โดยเฉพาะน้องๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนที่อยากพูดภาษาอังกฤษได้คล่องๆ แต่ประเด็นคือไม่มีที่ให้พวกเขาได้ฝึกใช้ภาษาอย่างจริงจังเท่าที่ควร

แม้ว่าในโรงเรียนทุกคนจะได้ทำแบบทดสอบเหมือนกัน แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้ฝึกการพูดให้เกิดความเคยชินกับภาษาเหมือนกัน จริงมั้ย?

แล้วถ้าจะฝึกเตรียมความพร้อมให้ลูกๆ ของเราเป็นเด็กสองภาษา หรือ Bilingual Kids จะมีข้อดียังไง ช่วยอะไรกับเด็กได้บ้างนอกจากแค่พูดภาษาอังกฤษคล่องขึ้น ลองมาหาคำตอบในบทความนี้ดูครับ

 

วัยเด็ก คือวัยที่เรียนภาษาได้ดีที่สุด

 

จริงๆ แล้วช่วงเวลาที่มนุษย์จะสามารถเรียนรู้ภาษาต่างๆ ได้ดีมากที่สุด ก็คือ ช่วงวัยเด็ก

ทำไมต้องเป็นวัยเด็ก? ทำไมการเรียนภาษาไม่ใช่ว่ามาเรียนตอนเป็นผู้ใหญ่จะดีกว่าหรือยังไง?

 

 

อย่างแรก ในวัยเด็กเล็ก การเรียนรู้ภาษาจะไม่มีอุปสรรคเท่ากับเด็กโต และวัยผู้ใหญ่ ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเราให้ฝึกการออกเสียงตามผู้สอนอย่างถูกต้อง ต่อให้เด็กพูดผิดหรือ ออกเสียงแปลกไปยังไง เด็กก็ยังไม่เกิดความอาย หรือรู้สึกด้อยที่พูดผิด (ถ้าไม่มีใครไปจับผิด) แตกต่างกับผู้ใหญ่ที่จะเริ่มมีเกราะบางอย่างมาป้องกันการเสียหน้า หรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้การเรียนรู้จะค่อนข้างเป็นไปได้ยากถ้ายังก้าวข้ามตรงนี้ไม่ได้ ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ลองสมมติด้วยบทสนทนานี้ครับ

 

ครู : What is your favorite room in the house?

ผู้เรียน : Chicken room.

 

เดาว่า ทุกคนน่าจะรู้คำตอบว่า ผู้เรียนอยากตอบว่าห้องครัว หรือ Kitchen room แต่ด้วยความที่เสียงของคำว่า คิทเช่น กับ ชิคเค่น ค่อนข้างใกล้เคียงกัน เลยอาจจะออกเสียงผิด ถ้าเป็นเด็กเล็ก ผู้สอนเองก็สามารถทำให้เป็นเรื่องสนุกๆ ขำขัน และทำให้เด็กหัวเราะไปด้วยได้ แต่สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นเด็กโต บางทีผู้สอนไม่สามารถทำแบบนั้นกับผู้เรียนทุกคนได้ เพราะผู้เรียนอาจจะรู้สึกโดนมองเป็นตัวตลก โดนสบประมาท หรือแม้แต่การสอนแก้คำแบบจริงจัง ก็อาจทำให้ผู้เรียนเกิดความเครียดขึ้นได้โดยไม่จำเป็น และเป็นการทำลายความมั่นใจของตัวผู้เรียนเองด้วย

การเรียนภาษาในวัยผู้ใหญ่ค่อนข้างมีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ ดังนั้นการเรียนภาษาในช่วงวัยของเด็กโต หรือวัยผู้ใหญ่ จะใช้เวลามากกว่าวัยเด็ก และที่สำคัญคือถ้าผู้เรียนไม่ตั้งใจ บวกกับผู้สอนใช้วิธีการสอนที่ไม่ดีพอ ก็จะเห็นพัฒนาการได้ช้ามาก

 

สร้างความคุ้นเคยก่อน แล้วค่อยต่อยอด

 

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ สมองของเด็กจะเหมือนกับฟองน้ำที่สามารถดูดซึมสิ่งต่างๆ รอบตัวเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นช่วงที่พัฒนาการทางสมองมีมากที่สุด ทำให้เด็กๆ จดจำคำเรียกสิ่งต่างๆ ได้เร็ว และเกิดความคุ้นเคยในการใช้งาน

ถ้าหากเด็กในวัยนี้ได้ใช้ภาษาใหม่ในชีวิตประจำวันติดต่อกันสักครึ่งปี คุณพ่อคุณแม่ก็จะเห็นผลแล้วว่าน้องๆ เริ่มพูดสนทนาเป็นภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นมาก ซึ่งความคุ้นเคยกับการใช้ภาษานี้จะติดตัวไปตลอดชีวิตด้วย

การสร้างความคุ้นเคยกับภาษา หรือการฝึกพูดเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะว่าเด็กส่วนใหญ่จะพูดได้ก่อน แล้วตามมาด้วยการอ่านออกเขียนได้ในภายหลัง ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติสำหรับการเรียนรู้ภาษา ไม่เว้นแม้แต่ภาษาไทยเองก็ตาม

ลองนึกภาพตามกันว่าตอนเด็กๆ เวลาเราหัดพูด หรือเรียก ป๊า ม๊า อะไรสักอย่าง เราจำเป็นต้องมาเรียนรู้ ก. ไก่ ข.ไข่ ก่อนมั้ย? หรือว่าเราจำเป็นต้องรู้โครงสร้างประโยคของภาษาไทยก่อนมั้ย ก่อนที่เราจะพูดได้?

ก็ไม่ต้องรู้ก่อนจริงมั้ยครับ เพราะวิชาภาษาไทย เราก็มาเรียนกันในช่วงที่โตแล้วด้วยซ้ำ เราแค่อาศัยความคุ้นเคย และการรับรู้จากผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือใครก็ตามว่า สิ่งๆ นี้ เขาเรียกว่าแบบนี้นะ แล้วเราก็เรียกตาม หรือพูดตามได้ และรับรู้ด้วยว่า สิ่งที่เราเรียกมีรูปร่างหน้าตา หรือว่ามันคืออะไร

ภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ แม้ว่าเราจะท่องจำศัพท์ หรือรู้โครงสร้างทางประโยคมากขนาดไหน แต่ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับภาษา ไม่ได้พูดบ่อยๆ ไม่ได้อยู่รอบตัวเรา เราก็จะยังคงประสบปัญหาการพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเราแทบไม่เคยได้ฝึกพูดให้ชิน แต่เราฝึกจำไวยากรณ์กันจนชินครับ

 

เรียนภาษาที่สอง ไม่ใช่ได้แค่ภาษา

 

การเรียนภาษาที่สอง ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาใดก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะได้แค่การใช้ภาษาอย่างเดียว แต่สิ่งที่จะได้ตามมาคือ พัฒนาการด้านทักษะการคิดแบบ Logical พร้อมทั้งวัฒนธรรมของชนชาติที่พูดภาษานั้นๆ ด้วย

 

 

ผลวิจัยฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า “Analysis of Children’s English Language Learning Evidences when Engaging in Project Work” ได้ทำการวิจัยกลุ่มเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง มีข้อสรุปบางส่วนที่น่าสนใจระบุว่า

“เมื่อเด็กๆ ได้รับการกระตุ้น และมีแรงบันดาลใจที่ดี อะไรๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีทั้งหมด เพราะเด็กๆ เหล่านี้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบ และยังพบว่าเด็กๆ มีความคิดเชิงวิเคราะห์ แยกแยะ และคิดแบบใช้ตรรกะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” (http://www.scielo.org.co/scielo.php?script=sci_arttext&pid=S1657-07902007000100002)

นอกจากนี้ ยังมีบทสัมภาษณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์จาก Cornell Language Acquisition Lab (CLAL) ที่ทำการวิจัย และสังเกตกลุ่มเด็กอายุ 3-6 ปี ที่เรียนภาษาที่สอง แล้วได้ข้อสรุปที่น่าสนใจอีกเช่นกันว่า

“เด็กในกลุ่มที่มีการเรียนภาษาที่สองจะมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัดคือ ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองได้เลือกกระทำลงไป และมีกระบวนการรับรู้อย่างมีสติในขณะที่ต้องเผชิญกับอุปสรรค พร้อมกับทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ในเวลาเดียวกัน และมีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในโรงเรียน”

“นอกจากนี้ หากมองอีกแง่หนึ่ง พัฒนาการด้านสติปัญญาเหล่านี้เป็นผลพวงจากการเรียนรู้ภาษาที่สองของเด็ก ซึ่งหมายความว่าข้อได้เปรียบเหล่านี้สามารถเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เด็กมีโอกาสประสบความสำเร็จด้านวิชาการภายในโรงเรียนได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม” (https://news.cornell.edu/stories/2009/05/learning-second-language-good-childhood-mind-medicine)

งานวิจัยทั้งสองชิ้นมีผลลัพธ์บ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า เด็กที่เรียนสองภาษาจะมีพัฒนาการบางอย่างที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาจากการเรียนรู้กฎของภาษา ซึ่งส่งผลต่อระบบความคิด และการจัดการตนเองอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพัฒนาการในส่วนนี้จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ติดตัวไปตลอดชีวิตอีกด้วย

 

เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

 

ทักษะด้านภาษาอังกฤษเริ่มทวีความสำคัญมากขึ้น และกลายเป็น basic skills ที่ทุกคนจำเป็นต้องมีในโลกยุคศตวรรษที่ 21 เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระดับสากล ว่าง่ายๆ คือถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้ เราก็สามารถคุยกับคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ได้เกือบทั้งหมด จะไปท่องเที่ยวประเทศไหน หรือจะไปทำอะไรในต่างประเทศ ก็ไม่มีพรมแดนด้านภาษามาปิดกั้นอีกต่อไป

นอกจากการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติแล้ว การมีทักษะพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษที่ดีมากพอ จะสามารถเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ บนโลกใบนี้ได้แบบไม่จำกัด เพราะองค์ความรู้ที่สำคัญหลายๆ อย่าง หรือแม้แต่ข้อมูลทั่วไปในอินเทอร์เน็ตก็ล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาอังกฤษในการเขียนแทบทั้งนั้น

 

 

ประเด็นสำคัญอย่างการไปเรียนต่อต่างประเทศในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ใครหลายคนต้องการจะไปถึงตรงนั้นให้ได้ ซึ่งก่อนจะไปถึงได้ เราก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด เพราะมหาวิทยาลัยหลายแห่งจะมีเกณฑ์คะแนนการทดสอบวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษในการยื่นเข้าศึกษาต่อ ไม่ว่าจะเป็น IELTS, TOEIC, TOEFL ฯลฯ ซึ่งการทดสอบเหล่านี้เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก ถ้าใครเตรียมตัวมาดีก็สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ แต่ถ้าใครพื้นฐานยังไม่แน่นก็ต้องทำการบ้านหนักหนาพอสมควร

สำหรับในประเทศไทยเอง แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ แต่ในแวดวงการทำงานของบริษัทต่างๆ ก็มีคุณสมบัติที่ใช้ทักษะภาษาอังกฤษคัดกรองพนักงานเข้าทำงาน และบางที่ยังมีเงินพิเศษบวกเพิ่มให้จากเงินเดือนเป็นค่าภาษาอีกด้วย ถ้าใครที่มีทักษะภาษาดีๆ ก็เรียกเงินเพิ่มได้ไม่น้อยทีเดียว หรือใครที่ต้องการจะไปทำงานที่ต่างประเทศ ทักษะภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เราได้งานตามที่ต้องการ หรือไปใช้ชีวิตในประเทศที่ต้องการได้เช่นเดียวกัน

 

 

จะเห็นได้ว่าทักษะภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากๆ สำหรับการเปิดประตูโอกาสต่างๆ ให้กับชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนาคตของเด็กๆ ที่ฝันอยากมีความก้าวหน้า อยากท่องเที่ยว หรืออยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งทักษะด้านภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม ไม่ได้เรียนกันแค่ 6 เดือน 1 ปี แล้วจะสามารถเก่งได้ทันทีทันใด ของแบบนี้ต้องใช้เวลา และต้องการการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจึงจะสามารถพูดได้คล่องแบบไม่ติดขัด เพราะฉะนั้นใครเตรียมตัวมาก่อนถือว่าได้เปรียบ

การฝึกฝนภาษาให้กับน้องๆ เพื่อพัฒนาระบบความคิด และทักษะการใช้สมองด้วยการเป็น Bilingual Kids จึงเป็นรูปแบบการเรียนอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากคุณพ่อคุณแม่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่น้องๆ จะได้ ไม่ใช่แค่การพูดภาษาอังกฤษได้ แต่น้องๆ จะมีความคิดอย่างเป็นระบบ มีพัฒนาการทางสมองที่ดีมากยิ่งขึ้น และมีส่วนช่วยด้านวิชาการอื่นๆ ภายในโรงเรียนด้วย

 

เคยมีคำขวัญวันเด็กปีหนึ่ง เขียนไว้ว่า

“เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส”

ทางเดินสู่อนาคตอันสดใสที่ว่านั้น…อยู่ในมือของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนแล้วครับ